ถ้ามีคนถามว่าเราเป็นคนชอบเที่ยวไหม? คำตอบอาจไม่ใช่!
เราไม่ได้เป็นคนที่ต้องออกเดินทางทุกเดือน ไม่ได้มีลิสต์ประเทศในฝันยาวเป็นหางว่าว แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ยังออกเดินทางอยู่เรื่อย ๆ
และเมื่อโตขึ้น เราก็เริ่มเข้าใจว่า บางทีสิ่งที่เราชอบ อาจไม่ใช่การท่องเที่ยว แต่เป็นความรู้สึกระหว่างการเดินทางมากกว่า
เราไม่ได้จำทุกสถานที่ที่เคยไป
ยิ่งเดินทางมากขึ้น เรากลับพบว่าตัวเองไม่ได้จำรายละเอียดของทุกทริป บางร้านอาหารจำชื่อไม่ได้แล้ว บางคาเฟ่ก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอยู่ตรงไหน
แต่สิ่งที่ยังจำได้เสมอ คือความรู้สึกในวันนั้น
ไปว่าจะเป็นอากาศตอนเช้า
เพลงที่เปิดระหว่างขับรถ
หรือความรู้สึกสบาย ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง
ความสุขบางอย่างไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง
เมื่อก่อนเราเคยคิดว่าความสุขของการเดินทางอยู่ที่การไปถึงสถานที่ที่อยากไป
แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่า หลายครั้งความสุขเกิดขึ้นก่อนจะถึงจุดหมายเสียอีก
“ระหว่างทางที่ได้มองวิวข้างถนน
ระหว่างทางที่ได้หยุดพักโดยไม่ต้องรีบ
หรือช่วงเวลาที่ได้ปล่อยให้ตัวเองอยู่กับความคิดเงียบ ๆ”
บางทีสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้การเดินทางมีความหมาย
การเดินทางทำให้เราได้กลับมาอยู่กับตัวเอง
ชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยงาน การแจ้งเตือน และเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ
แต่ทุกครั้งที่ออกเดินทาง เราจะรู้สึกว่าชีวิตช้าลงเล็กน้อย
“มีเวลามองสิ่งรอบตัวมากขึ้น
มีเวลาคิดเรื่องที่ไม่เคยมีเวลาคิด
และมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น”
บางครั้งการเดินทางจึงไม่ใช่การหนีจากชีวิต แต่เป็นการกลับมาเชื่อมต่อกับตัวเองอีกครั้ง
บางสถานที่เราไม่ได้คิดถึงสถานที่ แต่คิดถึงความรู้สึก
นี่อาจเป็นเหตุผลที่เรากลับไปบางที่ซ้ำ ๆ อย่างเชียงใหม่ที่ไปกี่ครั้งก็ยังอยากกลับไปอีก
ไม่ใช่เพราะมีที่เที่ยวใหม่
ไม่ใช่เพราะมีร้านเปิดใหม่
แต่เพราะเราคิดถึงความรู้สึกตอนที่อยู่ที่นั่น
ความรู้สึกที่ได้ใช้ชีวิตช้าลง
ความรู้สึกที่ได้หายใจเต็มปอด
และความรู้สึกที่ได้เป็นตัวเองมากขึ้น
เพราะสุดท้ายแล้ว การเดินทางไม่ใช่เรื่องของสถานที่
เมื่อก่อนเราเคยคิดว่าการเดินทางคือการไปให้ถึงจุดหมาย
แต่ตอนนี้เรากลับรู้สึกว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดไม่ใช่สถานที่ปลายทาง แต่อาจเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างทาง
ความรู้สึกที่ได้พักจากชีวิตประจำวัน
ความรู้สึกที่ได้ใช้ชีวิตช้าลง
และความรู้สึกที่ได้กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง
บางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่เรายังคงออกเดินทางอยู่เสมอ